
สภาพอากาศมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกของผู้คน จิตใจเหมือนกับร่างกาย เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูกาล มันสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของมนุษย์ได้ เช่น เมื่ออากาศร้อน จะรู้สึกหงุดหงิดได้ง่าย ท้องฟ้าสีเทาจะทำให้รู้สึกเหงาหรือหงุดหงิด ฤดูหนาวมีหมอกมากในตอนเช้า และคืนยาวกว่าวัน ส่งผลให้รู้สึกขี้เกียจหรือเศร้าโดยไม่มีเหตุผล แต่ละคนมีวิธีการรับมือที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะศิลปินจะถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบศิลปะเฉพาะของตัวเอง รวมถึงศิลปะแบบนามธรรม กึ่งนามธรรม และแบบจริงจัง
มาเรียม ศิลปินที่เราคุ้นเคยกับการปักไหมบนผ้าสีดำ ครั้งนี้ มาริแอมได้ทดลองใช้วัสดุหลากหลายชนิด โดยใช้สภาพอากาศเป็นตัวแปรในการสร้างสรรค์ เช่น ผ้าฟอกสีด้วยการมัดย้อม และการใช้ตาข่ายเสริมแรงเพื่อสร้างมิติที่เบลอ ศิลปินได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอารมณ์ที่หลากหลาย ซึ่งถูกกระตุ้นโดยสภาพอากาศที่แตกต่างกัน
จรัสพร ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะปูนต่ำ เป็นคนเก็บตัว การเดินและกระบวนการเชื่อมต่อกับพื้นดินถูกใช้เป็นวิธีในการเชื่อมต่อร่างกายกับธรรมชาติ ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไปสู่ความตระหนักรู้ในฐานะส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของระบบธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ในระหว่างการเดิน ท้องฟ้าไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นฉากหลังอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เรื่องราวใหม่สามารถถูกเล่าขึ้น ภายใต้แรงกระตุ้นของความสนใจทางระบบประสาท
ชยานิน ซึ่งมีความชื่นชอบในการวาดภาพเหมือนในรูปแบบของภาพนิ่ง สภาพอากาศไม่สามารถสร้างความหงุดหงิดให้กับเขา แต่เขามักเลือกที่จะใช้เวลาเพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะจัดการกับมันอย่างมีสติ เพราะ "ทุกสิ่งไม่จีรัง และแม้แต่สสารพื้นฐานก็ไม่จีรัง" สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถควบคุมปฏิกิริยาของเราต่อเหตุการณ์เหล่านั้น ความคิดและจิตใจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด การรักษา "สติ" คือปัจจัยกำหนดการรับรู้ การใช้จิตสัมผัสวัตถุถือว่าความไม่จีรังเป็นเหมือนกลอุบาย ซึ่งทำให้รู้จัก "เหตุ" เพราะว่า "สิ่งนั้นมีอยู่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงมีอยู่" ผ่านกระบวนการเขียนอย่างเป็นระเบียบและตรวจสอบอย่างละเอียด บรรยากาศที่เงียบสงบเหมือนสภาวะไร้กาลเวลา อุปมา อารมณ์ไม่แยแส ความทุกข์ และความเศร้าโศกต่อสภาวะทางอารมณ์ "การรู้ความจริงคือการเห็นความจริง การเห็นความจริงคือการเห็นความไม่จริง"
information provided by event organizer



