จากพระราชูปถัมภ์ สู่การร่วมดูแลของสังคม

ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการอุปถัมภ์ศิลปะในประเทศไทย

ทีม BAC

ศิลปะ

ศิลปะหนึ่งชิ้นเกิดจากศิลปินเพียงคนเดียวจริงหรือ

คำตอบอาจดูเหมือนใช่ แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก คำตอบกลับไม่เคยเป็นเช่นนั้น

เบื้องหลังจิตรกรรมหนึ่งภาพ การแสดงโขนหนึ่งครั้ง หรือผืนผ้าไหมผืนหนึ่ง มิได้มีเพียงผู้สร้างสรรค์ หากยังมีครู ผู้ถ่ายทอด ชุมชน ผู้สะสม นักวิชาการ ภัณฑารักษ์ ตลอดจนผู้ที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นก่อนที่สังคมจะมองเห็นเสียอีก

ศิลปะจึงไม่เคยดำรงอยู่ด้วยอัจฉริยภาพของศิลปินเพียงลำพัง หากดำรงอยู่ได้ด้วยสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียกว่า Patronage คือระบบการอุปถัมภ์ที่ทำให้ความงามสามารถถือกำเนิด เติบโต และส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

หากศิลปินคือผู้สร้างผลงาน Patronage ก็คือผู้สร้างเงื่อนไขให้ผลงานนั้นมีชีวิต

Royal Patronage: เมื่อการอุปถัมภ์คือการสร้างทุนทางวัฒนธรรม

ในประเทศไทย ระบบการอุปถัมภ์ศิลปะมีพัฒนาการที่โดดเด่นผ่านบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ทรงทำหน้าที่เพียงในฐานะองค์อุปถัมภ์ หากทรงวางรากฐานของสิ่งที่ปัจจุบันเราอาจเรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม (Cultural Infrastructure)


หากพิจารณาโครงการศิลปาชีพ การฟื้นฟูโขน การสนับสนุนดนตรีไทย การยกระดับครูช่าง ตลอดจนการรวบรวมองค์ความรู้ด้านหัตถศิลป์ จะเห็นว่าพระราชกรณียกิจเหล่านี้มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่ออนุรักษ์ศิลปะ หากเพื่อทำให้ศิลปะและภูมิปัญญาซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ในชุมชนต่าง ๆ กลายเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่คนไทยทั้งประเทศสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และภาคภูมิใจร่วมกัน ก่อให้เกิด ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ( Cultural Belonging)

นี่ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์มรดกของอดีต แต่คือการสร้าง ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ให้แก่สังคม

ความงามที่ก้าวข้ามความเป็นขนบ

ระหว่างการสัมภาษณ์ในนิทรรศการ สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 - 8 สิงหาคม ณ ธารา ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม  ศาสตราจารเกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร ได้กล่าวถึงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศ มิใช่เพียงทรงออกแบบใหม่ หากเป็นการประทานความหมายใหม่ให้แก่หัตถศิลป์ดั้งเดิม ทำให้ผ้าไทยก้าวขึ้นเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

ในเวลาต่อมา การรณรงค์ให้ผ้าไทยและชุดไทยกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็ยิ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถตีความมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเสรี ทำให้ "ของเดิม" ไม่ถูกเก็บรักษาไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์ หากยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมร่วมสมัย

นอกจากนั้น ท่านอาจารย์ปัญญายังกล่าวถึงคุณค่าของศิลปะไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า

คุณค่าของศิลปะเป็นสากล ความแตกต่าง ความจำเพาะของศิลปะไทยส่องสะท้อนวิถีชีวิต อุปนิสัยใจคอของคนไทย คุณงามความดีของมนุษย์ก็สะท้อนออกมาจากการสร้างสรรค์เหล่านั้น ดังนี้แล้ว หัวใจของศิลปะไทยคือความละเมียดละไมของมนุษย์และธรรมชาติ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คนทุกคนเข้าถึงได้ ศิลปะไทยจึงสามารถสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมากับผู้ชมจากทุกวัฒนธรรม และนั่นคือความเป็นสากล”

ข้อสังเกตนี้ชวนให้เราทบทวนว่า คุณค่าของศิลปะไทยมิได้อยู่เพียงที่ความเป็นไทย หากอยู่ที่ความละเอียดอ่อนทางสุนทรียะซึ่งสามารถก้าวข้ามพรมแดนของวัฒนธรรมได้

“เมื่อผู้คนมีประสบการณ์มากขึ้น ได้เห็นงานศิลปะจากหลากหลายอารยธรรมมากขึ้น พวกเขามักย้อนกลับมามองเห็นคุณค่าของรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง และค้นพบว่าความละเมียดละไมของศิลปะไทยคือหนึ่งในมรดกทางสุนทรียะที่สำคัญของอารยธรรมโลก”


จากพระราชูปถัมภ์ สู่การดูแลร่วมของสังคม 

เมื่อระบบการอุปถัมภ์ทางศิลปะเติบโตขึ้น บทบาทดังกล่าวก็มิได้จำกัดอยู่เพียงสถาบันดั้งเดิม อาณาบริเวณของการอุปถัมภ์ได้ขยายตัวไปสู่สถาบันอื่นๆ พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย องค์กรทางวัฒนธรรม และภาคเอกชนที่เห็นคุณค่าของศิลปะในฐานะทรัพยากรทางวัฒนธรรมและเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์เดียวกันในบริบทของสังคมร่วมสมัย ที่ร่วมกันสร้างพื้นที่ให้ศิลปะได้สื่อสารกับสังคม นิทรรศการมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน หากเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ชมได้เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ผ่านประสบการณ์ร่วมทางสุนทรียะ

การเปิดพื้นที่ให้ผลงานล้ำค่ามาจัดแสดงในงานนิทรรศการ "สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน" ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ ICONSIAM จัดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของภาคเอกชนมิใช่เพียงผู้สนับสนุนการจัดงาน หากเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ทำให้ศิลปะยังคงทำหน้าที่ต่อสังคม และเปิดโอกาสให้ความซาบซึ้งทางศิลปะถูกส่งต่อไปยังผู้ชมรุ่นใหม่

การอุปถัมภ์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจึงมิใช่เรื่องของบุคคลหรือสถาบันใดเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

การร่วมกันดูแล (Shared Stewardship)

ตลอดกว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา ระบบการอุปถัมภ์ศิลปะไทยได้สร้างทุนทางวัฒนธรรมอันมหาศาลให้แก่สังคม ตั้งแต่งานช่าง หัตถศิลป์ นาฏศิลป์ ดนตรี วรรณกรรม ไปจนถึงวิธีที่เรามองเห็นความงามในชีวิตประจำวัน

มรดกเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หากดำรงอยู่ได้เพราะมีผู้คนในแต่ละยุคร่วมกันดูแล ร่วมกันตีความ และร่วมกันส่งต่อ

นิทรรศการ "สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน" จึงมิได้เป็นเพียงการรวบรวมผลงานอันทรงคุณค่า หากยังชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า ในวันที่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมได้ถูกส่งมาถึงมือของเราแล้ว เราจะมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งต่อมรดกนั้น อย่างไร ดังที่ ศาสตราจารเกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร ได้กล่าวไว้ระหว่างการสัมภาษณ์ ว่า

"ศิลปะเป็นหน้าที่ของศิลปิน แต่การดูแลและส่งต่อ เป็นหน้าที่ของทุกคน"

หาก พระราชูปถัมภ์คือรากฐานของระบบนิเวศทางศิลปะไทย การร่วมกันดูแล (Shared Stewardship) ก็คืออนาคตของระบบนิเวศนั้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มรดกทางวัฒนธรรมจะมีชีวิตอยู่ได้ มิใช่เพราะมีผู้สร้างเพียงไม่กี่คน หากเพราะมีสังคมทั้งสังคมที่พร้อมจะรับช่วง ดูแล และสร้างความหมายใหม่ให้กับมรดกนั้นในทุกยุคสมัย

หมายเหตุ

  • บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแนวคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการชมนิทรรศการ "สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–8 สิงหาคม 2569 ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ICONSIAM และบทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปัญญา วิจินธนสาร ภายในนิทรรศการดังกล่าว นอกจากนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง Bangkok Art City และ  ICONSIAM ในการมุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์ร่วมสมัย

MORE STORIES

The Art of Thai Cuisine: Chef Ian Kittichai’s Culinary Canvas

By Aina Rita Swartz

Decades of Style: Exploring Queen Sirikit’s Legacy of Fashion at the QSMT

By Aina Sarita Swartz

How to Have a Scandinavian Christmas

By Aina Sarita Swartz

Centre Stage: Khun Kob Songsit on Life, Art, and Musical Magic

By Aina Sarita Swartz

Unlocking the Secrets Behind Taiwan's Film Success with the Creative Forces Behind Its Global Sensation

Creating Innovative Textile Substitutes from the Use of ‘Soil’

Text by Dr. Khajornsak Nakpan

Bangkok with Elle

Elle

Photo Essay BAC x RPST

Words by RPST & BAC EDITORIAL